วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ส่วนต่าง ๆ ของกล้วยไม้

1) ลำต้น
ลำต้นของกล้วยไม้ประกอบด้วยส่วนที่เป็น "ข้อ" (node) และส่วนที่อยู่ระหว่างข้อเรียกว่า "ปล้อง" (internode) ส่วนที่เป็นข้ออาจเป็นที่เกิดของใบ หรือกาบใบ (leaf sheath) เหนือส่วนที่เป็นข้อและอยู่ติดกับข้อจะเป็นที่เกิดของ "ตา" (bud) ซึ่งตานี้อาจจะเจริญเติบโตเป็นหน่ออ่อน กิ่งอ่อน หรือช่อดอกก็ได้ลักษณะลำต้นของกล้วยไม้มีอยู่ 2 แบบ คือ
(1) ลำต้นปกติ มีข้อ มีปล้อง และมีการเจริญเติบโตทางส่วนยอดตั้งขึ้นไปไม่มีขีดจำกัดกล้วยไม้ที่มีลำต้นลักษณะเช่นนี้เรียกว่ากล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตแบบฐานเดี่ยว (monopodial)
(2) ลำต้นทอดตัวนอนราบ เป็นลักษณะลำต้นที่แปรสภาพผิดแปลกไปจากลักษณะของลำต้นปกติ คือทอดตัวนอนราบไปตามสิ่งซึ่งกล้วยไม้นั้นเกาะอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแนวราบหรือแนวตั้ง ลำต้นที่แปรสภาพนี้มีข้อ มีปล้องและมีตา ซึ่งสามารถจะงอกเป็นหน่ออ่อนได้เหมือนลำต้นปกติ โดยมีส่วนที่แตกหน่อเป็นส่วนยอดลำต้นแบบนี้เรียกว่า "เหง้า" (rhizome) หน่อที่แตกออกมาจากเหง้าจะเป็นก้านใบ กล้วยไม้หลายสกุลมีก้านใบที่อวบอ้วน เป็นที่เก็บน้ำและอาหาร เราเรียกส่วนนี้ว่าลำลูกกล้วย (pseudobulb) และลำลูกกล้วยนี้มีข้อ มีตา แตกเป็นหน่อเกิดเป็นเหล้าเจริญเติบโตต่อไปอีกก็ได้ ที่ส่วนปลายของลำลูกกล้วยอาจมีใบเพียงใบเดียวหรืออาจจะมีหลาย ๆ ใบออกจากข้อ ข้อละใบก็ได้ แต่เมื่อลำลูกกล้วยเจริญจนกระทั่งแผ่ขยายเต็มที่ หรือออกดอกแล้วก็จะไม่เจริญเติบโตต่อไปอีก เหง้าก็จะสร่างหน่อใหม่เกิดก้านใบใหม่ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เราเรียกกล้วยไม้ที่มีลำต้นลักษณะเช่นนี้ว่ากล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตแบบฐานร่วม (sympodial) เหง้าของกล้วยไม้บางชนิดมีปล้องยาว ทำให้ลำลูกกล้วยอยู่ห่างกัน แต่บางชนิดมีปล้องสั้นทำให้ลำลูกกล้วยอยู่ชิดกัน ลำลูกกล้วยของกล้วยไม้แต่ละชนิดอาจมีรูปร่าง ลักษณะ และขนาดแตกต่างกัน นอกจากลำต้นของกล้วยไม้บางชนิดที่เปลี่ยนรูปจากลำต้นปกติเป็นเหง้าแล้ว ยังมีลำต้นของกล้วยไม้ ที่เปลี่ยนรูปเป็นหัวอยู่ในดิน ได้แก่ กล้วยไม้ดินบางชนิด
2) ใบ
ใบทำหน้าที่ปรุงอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) และทำหน้าที่คายน้ำออกทางปากใบ (stomata) เพื่อช่วยให้รากสามารถดูดน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าสู่ต้นกล้วยไม้ เป็นการแทนที่น้ำที่คายออกเช่นเดียวกับพืชทั่วไป
(1) รูปร่าง ใบกล้วยไม้มีรูปร่าง ลักษณะ ขนาด สี และการทรงตัวตามธรรมชาติแตกต่างกันไปตามสกุลหรือชนิดของกล้วยไม้นั้นรูปร่างลักษณะใบกล้วยไม้ มีทั้งลักษณะใบแบน เช่น กล้วยไม้สกุลช้าง ใบรูปทรงกระบอกเช่น เอื้องโมกข์ และใบเป็นร่องรูปตัววี เช่น กล้วยไม้สกุลเข็มกล้วยไม้ทั่วไปมีใบหนาและอวบน้ำ แต่บางชนิดมีใบแบบบาง เช่น กล้วยไม้ดินบางชนิด หรือใบเป็นจีบ หรือใบเป็นจีบ เช่น เอื้องพร้าว (Phaius grandifolius)กล้วยไม้บางชนิดมีใบป้อมสั้น เช่น กล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตาบางพันธุ์ และกล้วยไม้บางชนิดก็มีใบยาวเรียวเช่น กล้วยไม้สกุลชิมบิเดียม หรือสกุลกาเรการ่อน
(2) ขนาด ขนาดของใบกล้วยไม้มีต่าง ๆ กัน ที่มีขนาดเล็กมากประมาณว่าโตกว่าหัวเข็มหมุดเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ใบของกล้วยไม้พญาไร้ใบ (Anoectochilus siamensis)
(3) สี สีของใบกล้วยไม้ส่วนใหญ่จะเป็นสีเขียว บางชนิดเป็นสีม่วงคล้ำ บางชนิดก็มีลวดลายสวยงาม เช่น กล้วยไม้ที่มีชื่อว่าว่านร่อนทอง (Anoectochilus sismensis)
(4) การทรงตัวตามธรรมชาติ กล้วยไม้บางชนิดมีใบตั้งขึ้น เช่น กล้วยไม้สกุลคัทลียา บางชนิดมีปลายใบโค้งลงเช่น กล้วยไม้สกุลแวนดา และบางชนิดมีใบห้อยลงมาข้างล่าง เช่น เอื้องหนวดพราหมณ์ (Seidenfadenia mitrata)
(5) ก้านใบ ใบกล้วยไม้ส่วนมากจะไม่มีส่วนที่เป็นก้านใบปรากฏให้เห็นชัดเจน เส้นใบจะขนานกันไปตามความยาวของใบ ซึ่งเป็นลักษณะของพืชจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยว เส้นใบเหล่านี้อาจจะเห็นได้ชัดเจนในใบกล้วยไม้บางชนิด แต่ใบกล้วยไม้บางชนิดก็เห็นเส้นใบไม่ชัดเจน
(6) กาบใบ คือ ส่วนที่เป็นแผ่นบาง ๆ เชื่อมติดต่อระหว่างโคนใบกับข้อของลำต้น ทำหน้าที่คล้ายกับก้านใบ กล้วยไม้ประเภทฐานร่วมบางสกุล เช่น สกุลคัทลียาไม่มีกาบใบ
3) ราก
ทำหน้าที่ดูดน้ำ แต่ธาตุต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำเข้าไปในต้นและทำหน้าที่เกาะยึดเพื่อให้ต้นกล้วยไม้ทรงตัวอยู่ได้ ระบบรากของกล้วยไม้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
(1) รากดิน เกิดจากหัวอยู่ใต้ดิน รากเหล่านี้จะอยู่ในดินโดยตลอด ตัวรากมีน้ำมาก ได้แก่ รากของกล้วยไม้ดินชนิดต่าง ๆ
(2) รากกึ่งดิน รากประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับใบไม้ผุ ซึ่งมีสัณฐานร่วนและโปร่งกว่าดินธรรมดา รากมิได้เจาะลึกลงไปในดินโดยตรง ตัวรากอวบน้ำ ได้แก่ รากของกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี
(3) รากกึ่งอากาศ เป็นรากที่มีขอนาดค่อนข้างเล็ก มีแขนงรากหนาแน่น รากส่วนใหญ่จะชอนไชอยู่ในเครื่องปลูกหรือในซอกเปลือกไม้ที่กล้วยไม้นั้นเกาะอาศัยอยู่ มีเพียงส่วนน้อยที่โผล่ยื่นออกมารับอากาศและแสงสว่างกล้วยไม้ที่มีระบบรากประเภทนี้ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลคัทลียา สกุลหวาย เป็นต้น
(4) รากอากาศ รากประเภทนี้มีขนาดใหญ่ แขนงรากใหญ่ เป็นรากอากาศแท้ มีรากบางส่วนที่ยึดเกาะอยู่กับเครื่องปลูกหรือต้นไม้ แต่อีกบางส่วนจะงอกยื่นออกไปในอากาศ ปลายรากสด ๆ จะพบว่ามีสีเขียว ซึ่งแสดงว่ารากประเภทนี้สามารถปรุงอาหารด้วยวิธีสังเคราะห์ด้วยแสงได้ กล้วยไม้ที่มีระบบรากเป็นรากอากาศ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลแวนดาสกุลช้าง สกุลกุหลาบ เป็นต้น
4) ช่อดอก (inflorescence)
กล้วยไม้มีช่อดอกที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็นช่อดอกที่มีดอกเพียงดอกเดียว หรือหลายดอก ลักษณะของช่อดอกอาจเป็นช่อที่ไม่แตกแขนงหรือแตกแขนงออกไป
(1) ส่วนประกอบของช่อดอก ที่สำคัญมีดังนี้- ดอก- ก้านดอก (pedicel) คือ ก้านที่มีดอกเพียงดอกเดียว- ก้านช่อ (scape หรือ peduncle) คือ ส่วนของก้านที่อยู่ใต้ดอกล่างสุดลงมาถึงโคนก้านที่อยู่ติดกับลำต้นหรือ ลำลูกกล้วย ก้านช่อของกล้วยไม้มีขนาดทั้งสั้นและยาว
(2) ลักษณะการทรงตัวตามธรรมชาติของช่อดอกกล้วยไม้ มี 4 แบบ คือ- แบบตั้งตรง เช่น กล้วยไม้เข็มแสด (Ascocentrum miniatum)- แบบตั้งโค้ง เช่น กล้วยไม้สกุลหวายบางชนิด- แบบค่อนข้างนอนขนานกับพื้น เช่น กล้วยไม้ลิ้นกระบือ (Vandopsis parishii)- แบบห้อยลง เช่น กล้วยไม้ไอเรศ (Rhynchostylis retusa)
5) ดอก
ดอกมีหน้าที่ในการสืบพันธุ์ดอกกล้วยไม้เป็นดอกที่สมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกันดอกกล้วยไม้มีส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญดังต่อไปนี้
(1) กลีบดอก กล้วยไม้มีกลีบดอกอยู่ 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น กลีบชั้นนอกเรียกว่ากลีบนอก (sepais) มี 3 กลีบ กลีบชั้นในเรียกว่ากลีบใน (petais) มี 3 กลีบ กลีบนอก 1 กลีบซึ่งอยู่ด้านบนของดอกมีลักษณะค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากกลีบนอกอีก 2 กลีบ เราเรียกกลีบนอกที่อยู่ด้านบนนั้นว่า "กลีบนอกบน" (dorsal sepal) และกลีบนอก 2 กลีบซึ่งมีลักษณะคล้ายกันอยู่ค่อนลงมาทางส่วนล่างของดอกข้างละกลีบ เรียกว่า "กลีบนอกคู่ล่าง" (lateral sepal) ส่วนโคนของกลีบนอกคู่ล่างเชื่อมติดกันตรงหลังของฐานเส้าเกสร ในกล้วยไม้บางสกุล เช่น สกุลหวาย ส่วนที่เชื่อมติดกันนี้จะยื่นออกไปทางด้านหลังของดอก มีลักษณะคล้ายเดือย จึงเรียกว่า "เดือยดอก" (mintum) สำหรับกลีบใน 3 กลีบนั้น จะมีอยู่ 2 กลีบที่มีลักษณะเหมือนกัน อยู่ทางด้านบนของดอก ข้างละกลีบ ส่วนอีก1 กลีบซึ่งอยู่ด้านล่างของดอกจะมีรูปร่าง ลักษณะ สี และขนาดผิดแปลกออกไปจากกลีบใน 2 กลีบดังกล่าวแล้วอย่างมากมาย เราเรียกชื่อกลีบในกลีบนั้นว่า "ปาก" หรือ "กระเป๋า" (lip หรือ labellum)กลีบนอก กลีบในและกระเป๋าของกล้วยไม้แต่ละชนิดจะมีรูปร่างลักษณะและสีผิดแผกแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง
(2) เส้าเกสร (column) เส้าเกสรเป็นส่วนหนึ่งของดอกกล้วยไม้ซึ่งในดอกไม้ชนิดอื่นไม่มี เส้าเกสรเกิดจากการรวมตัวของก้านเกสรตัวผู้ (filament) กับก้านของยอดเกสรตัวเมีย (style) เป็นก้านเดียวกัน มีลักษณะเป็นเดือยยื่นออกมาจากกลางดอก โคนของเส้าเกสรจะติดต่อกับก้านดอก ซึ่งก้านดอกนี้คือที่ตั้งของรังไข่ (ovary)ขนาดของเส้าเกสรมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของกล้วยไม้ปลายของเส้าเกสรมีลักษณะเป็นจงอย มีอับเกสรตัวผู้หรืออับเรณู (anther) อยู่ข้างบน ใต้จงอยจะมีแอ่งอยู่ทางด้านหน้าของเส้าเกสรแอ่งนี้คือยอด เกสรตัวเมียซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำเมือกเหนียวสำหรับรับรองการผสมพันธุ์จากเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมีย เรียกว่า "โรสเทลลัม"(rostellnm)
(3) เกสรตัวผู้ ประกอบด้วยอับเรณู ซึ่งภายในอับเรณูจะมีละอองเกสรตัวผู้ หรือเรียกว่า "เรณู" (pollen) จับตัวรวมกันอยู่ กล้วยไม้ส่วนใหญ่เรณูจะรวมตัวเป็นก้อนแข็ง เช่น กล้วยไม้สกุลแวนดา สกุลช้าง เป็นต้น แต่กล้วยไม้บางชนิดเรณูจะรวมกลุ่มติดกันมีสภาพคล้ายขี้ผึ้งอ่อน ๆ ไม่เป็นก้อนแข็ง ได้แก่ กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี เรณูของกล้วยไม้ที่รวมกลุ่มกันเป็นก้อนแข็งหรือเป็นกลุ่มคลายขี้ผึ้งอ่อน ๆ เราเรียกว่า "กลุ่มเรณู" (pollinia)กลุ่มเรณูของกล้วยไม้บางชนิดจะมีฝาครอบเพื่อป้องกันอันตราย เราเรียกฝาครอบนั้นว่า "ฝาอับเรณู" (anther cap หรือ operculum)
(4) ก้านดอก เป็นส่วนที่ติดอยู่กับโคนกลีบดอก และเชื่อมต่อกับโคนเส้าเกสร ส่วนของก้านดอกที่อยู่ใกล้กับโคนกลีบดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกส่วนที่อยู่ถัดไป ส่วนของก้านดอกที่ใหญ่กว่านั้นเป็นที่อยู่ของรังไข่ภายในรังไข่จะมีไข่ (ovule) เป็นเม็ดเล็ก ๆ มากมาย เมื่อไข่เหล่านี้ได้รับการผสมพันธุ์จะเจริญเติบโตเป็นเมล็ด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น