วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552

เอื้องแปรงสีฟัน

เอื้องแปรงสีฟันที่บ้านค่ะ ช่วงออกดอกก้อมกราคมถึงกุมภาพันธ์ แต่ปีนี้ดอกไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ พอดีโดนแมลงมาบุกรุก

เอื้องสายน้ำผึ้งลาว

เอื้องสายน้ำผึ้งลาว (Dendrobium primulinum var. Lao)

ตื่นเต้นมากค่ะ เลี้ยงมา 3 ปี แล้ว เพิ่งจะเคยดอกของเค้าก็ปีนี้เอง บานสะพรั่งที่บ้าน ว่ากันว่าหวายพันธุ์แท้สวยๆ เลี้ยงง่ายๆ เอื้องสายน้ำผึ้งลาวพันธุ์นี้ จะมีกลิ่นหอมกว่าเอื้องสายน้ำผึ้งของไทยอะค่ะ ช่วงฤดูออกดอกก้อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม





รูปนี้ขออนุญาตยืมเจ้าของภาพนะคะ อนาคตเราจะโต... เราจะโต

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

การนำกล้วยไม้ลงกระถางนิ้ว

วิธีการนำกล้วยไม้ลงกระถางนิ้ว

หลังจากที่ผึ่งลูกไม้ไว้ในตะกร้า 2-3 เดือนและมีรากเดินใหม่ มีความแข็งแรงแล้ว ก็ดำเนินการดังนี้ค่ะ
1. เตรียมอุปกรณ์ก่อนค่ะ ได้แก่ ลูกไม้,โฟม หรือ ใยมะพร้าว หรือวัสดุทดแทนอื่นๆ ,กระถางนิ้วพลาสติกหรือดินเผา,คัตเตอร์ หรือ มีดปลายแหลม,ฟุตเหล็ก,แผ่นรองตัด หรือ แผ่นลามีเนทแข็ง
2. นำลูกไม้ ไปแช่น้ำประมาณ 20 นาที พอให้รากใสและนิ่ม
3. หลังจากแช่น้ำไว้ประมาณ20 นาที พอให้รากใส ก็เอาขึ้นมาผึ่งลมให้แห้งพอหมาดๆ
4. ตัดใยมะพร้าวให้ได้ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยวัดขนาดเอาจากถ้วยนิ้วที่เราจะใช้ใส่ลงไป กะให้ฟิตพอดีกับถ้วย เพื่อกันไม้ในถ้วยขยับเวลาลมพัดแรง (ถ้วยนิ้วที่เราใช้ คือ ถ้วยพลาสติก เนื่องจาก มีน้ำหนักเบา และราคาถูก ส่วนเพื่อนๆ ใครจะใช้ถ้วยดินเผา ยิ่งดีครับ เพราะเก็บความชื้นได้ดีกว่า แต่ก็ต้องจ่ายเงินแพงอีกหน่อย ตามปกติถ้วยพลาสติกราคาประมาณ 0.80 บาท ถ้วยดินเผาราคาประมาณ 2.5 บาท และใช้ใยมะพร้าวเพราะหาได้ง่าย ที่สำคัญฟรี ฮึๆๆๆ)
5.เมื่อตัดใยมะพร้าวได้ตามขนาดแล้ว ก็ลองเอามาประกบ หรือลองโอบลูกไม้โดยรอบดูก่อน
6.โอบลูกไม้โดยให้บริเวณโคนต้น โผล่พ้นเหนือใยมะพร้าวขึ้นไปเล็กน้อย เพื่อรากใหม่จะได้แทงออกมาง่ายขึ้น หลังไม้เริ่มตั้งตัวได้
7.จะเห็นว่า ไม่ได้หนีบรากไว้ทั้งหมด ให้หนีบเฉพาะบางราก เพื่อพยุงลำต้นไม่ให้ล้มเท่านั้น
8.ดูกันอีกต้นที่หนีบไว้แล้วกัน จะเห็นบางรากโผล่ออกมา แบบนี้ใช้ได้ค่ะ
9.จากนั้นก็จับกดใส่ลงไปในถ้วยไม้นิ้วได้เลย โดยค่อยๆ กดลงไปให้แน่นพอประมาณ และตรวจเช็คดูอย่าให้หลวมจนหลุดได้
10.อะอะ.. อย่าลืมเขียนรหัสไม้ไว้ด้วยเน้อ เผื่อว่าพลัดหลงกันที่ไหนจะได้รู้ใครเป็นญาติใคร ใครเป็นพี่น้องใคร
11.ในที่สุดผลงานของเราก็เสร็จสิ้น นำไปวางเรียงไว้ในตะแกรง ที่ได้รับแสงแดดประมาณ 20% รดน้ำ ให้ปุ๋ยเร่งราก เร่งโต ให้ยาป้องกันเชื้อราอย่างสม่ำเสมอ ดูแลและเฝ้ารอเค้าโตต่อไป ด้วยความภูมิใจจ้า

การออกขวดกล้วยไม้และการอนุบาลกล้วยไม้

การออกขวดกล้วยไม้และการอนุบาลกล้วยไม้หลังการออกขวด

ตอนนี้เริ่มสนใจเก็บพันธุ์กล้วยไม้ไว้สะสม ก็เลยซื้อกล้วยไม้แบบขวด (แบบเพาะเนื้อเยื่อมาทดลองออกขวดและปลูกเลี้ยงเอง) วิธีการก็ง่ายๆ ค่ะ ก่อนอื่นสังเกตดูว่าไม้ขวด ขวดไหนพร้อมจะออกขวดแล้วรึยัง โดยให้สังเกตจากปริมาณวุ้น หรือความสูงของต้น หากวุ้นเหลือน้อย หรือต้นกล้วยไม้ชนขวดแล้ว ก็ทำการออกขวดได้เลยค่ะ หรือหากยังไม่พร้อมก็นำไม้ขวดไปพักไว้ก่อน โดยวางให้โดนแสงแดด นิดหน่อย เพื่อให้เค้าปรับสภาพแวดล้อมขั้นตอนการนำลูกกล้วยไม้ออกจากขวด เอ้าได้เวลาแล้ว มาลงมือกันค่ะ ...

1. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ได้แก่ ถุงหิ้วพลาสติก,กระดาษหนังสือพิมพ์ หรือเศษผ้า,ฆ้อน,ตะกร้า,กาละมังพร้อมน้ำสะอาด,น้ำยากันเชื้อรา
2. นำกระดาษหนังสือพิมพ์หรือเศษผ้ามาห่อไม้ขวดดังกล่าว แล้วใช้ฆ้อนทุบบริเวณก้นขวดให้แตก หลังจากนั้น เอียงขวดเพื่อให้ลูกไม้ ไหลออกมาจากขวด
3. นำลูกไม้ไปล้างในกาละมัง เพื่อทำการล้างวุ้นออกให้หมด โดยล้างเบาๆ เพื่อไม่ให้ลูกไม้ช้ำ หรือเกิดบาดแผล (เนื่องจากอาจทำให้เกิดการเน่าภายหลังได้)
4. ผสมน้ำยากันเชื้อราและนำลูกไม้ไปผ่านน้ำยา เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราและการลุกลามของเชื้ออื่นๆ
5. นำลูกไม้ขึ้นมาผึ่งไว้ในตะกร้าที่เตรียมไว้
6. นำไปวางไว้ในบริเวณที่ได้รับแสงแดดประมาณ 20% รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกไม้ได้รับความชื้น และรอเวลาที่ลูกไม้แข็งแรง เตรียมนำขึ้นกระถางหรือใส่กระถางเจี๊ยบต่อไป (กระถางเจี๊ยบ คือกระถางนิ้วขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 นิ้ว) แต่สำหรับวิธีของเราที่จะแนะนำคือ นำลูกไม้ใส่ตะกร้า แล้วทำทุ่น เพื่อให้เค้าลอยอยู่เหนือน้ำ เพื่อให้ได้รับความชื้นจากน้ำอย่างเต็มที่เลยค่ะ แต่วิธีนี้หากเลี้ยงไว้เยอะๆ อาจสิ้นเปลืองพื้นที่นะคะ หลังจากนั้นสังเกตุดูการเจริญเติบโตของราก หากมีรากเดินใหม่และคิดว่าลูกไม้แข็งแรงดีแล้ว (ปกติกว่ารากจะเดินก็ใช้เวลาประมาณ 2 -3 เดือนอะค่ะ) ก็ให้นำไปใส่ในกระถางเจี๊ยบได้เลยค่ะ

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เอื้องคำ...ที่บ้านบานกันรึยัง

ในที่สุดก็ถึงฤดูของกล้วยไม้...เอื้องคำบานซะที

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เนี่ย จะได้เห็นความงามของกล้วยไม้ป่าหลากหลายชนิดกันแล้ว และเราก็ภูมิใจไปอีกปีกับการออกดอกของคุณเอื้องคำ ที่ประคองกันมานาน บานเหลืองสวยงามที่หน้าบ้านแล้ว เค้าว่ากันว่าพวกกล้วยไม้ป่าหากใกล้ๆ ถึงฤดูที่เค้าจะออกดอก ไม่ต้องรดน้ำมากค่ะ เนื่องจากจะทำให้กล้วยไม้หลงฤดูได้ (เค้าจะคิดว่ายังไม่ถึงหน้าแล้ง จึงยังไม่แทงช่อให้เห็นดอกกัน) และไม่ต้องให้ปุ๋ยนะคะ เนื่องจากกล้วยไม้ได้สะสมอาหารไว้เยอะพอสมควร และที่สำคัญจริงๆ คือ จำลองแแบบให้เหมือนป่าที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุดจะดีมากค่ะ








ดอกโมกหอม...บานฉ่ำ

ฤดูดอกโมกบานมาอีกแล้ว ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม นี่งัย

หลังจากที่พรวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เพื่อรักษาเจ้าต้นโมกให้พ้นจากสภาพต้นอันทรุดโทรม ใกล้ตาย ได้ไม่กี่วัน ก็พากันออกพวงขาวงามตา ส่งกลิ่นหอม ตลบอบอวนไปทั่วทั้งบ้าน สร้างความประหลาดใจเป็นยิ่ง แต่ก้อคุ้มสมกับการดูแลฯ เน้อ สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากจะปลูกต้นโมกไว้ประดับที่บ้าน แนะนำให้ปลูกไว้ทางทิศใต้หรือทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านนะคะ เผื่อว่าลมพัดโชยขึ้นมาจะได้กลิ่นหอมของดอกโมกฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณบ้านเลยค่ะ อีกอย่างเค้าชอบแดดและน้ำปานกลาง นะคะ










วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ส่วนต่าง ๆ ของกล้วยไม้

1) ลำต้น
ลำต้นของกล้วยไม้ประกอบด้วยส่วนที่เป็น "ข้อ" (node) และส่วนที่อยู่ระหว่างข้อเรียกว่า "ปล้อง" (internode) ส่วนที่เป็นข้ออาจเป็นที่เกิดของใบ หรือกาบใบ (leaf sheath) เหนือส่วนที่เป็นข้อและอยู่ติดกับข้อจะเป็นที่เกิดของ "ตา" (bud) ซึ่งตานี้อาจจะเจริญเติบโตเป็นหน่ออ่อน กิ่งอ่อน หรือช่อดอกก็ได้ลักษณะลำต้นของกล้วยไม้มีอยู่ 2 แบบ คือ
(1) ลำต้นปกติ มีข้อ มีปล้อง และมีการเจริญเติบโตทางส่วนยอดตั้งขึ้นไปไม่มีขีดจำกัดกล้วยไม้ที่มีลำต้นลักษณะเช่นนี้เรียกว่ากล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตแบบฐานเดี่ยว (monopodial)
(2) ลำต้นทอดตัวนอนราบ เป็นลักษณะลำต้นที่แปรสภาพผิดแปลกไปจากลักษณะของลำต้นปกติ คือทอดตัวนอนราบไปตามสิ่งซึ่งกล้วยไม้นั้นเกาะอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแนวราบหรือแนวตั้ง ลำต้นที่แปรสภาพนี้มีข้อ มีปล้องและมีตา ซึ่งสามารถจะงอกเป็นหน่ออ่อนได้เหมือนลำต้นปกติ โดยมีส่วนที่แตกหน่อเป็นส่วนยอดลำต้นแบบนี้เรียกว่า "เหง้า" (rhizome) หน่อที่แตกออกมาจากเหง้าจะเป็นก้านใบ กล้วยไม้หลายสกุลมีก้านใบที่อวบอ้วน เป็นที่เก็บน้ำและอาหาร เราเรียกส่วนนี้ว่าลำลูกกล้วย (pseudobulb) และลำลูกกล้วยนี้มีข้อ มีตา แตกเป็นหน่อเกิดเป็นเหล้าเจริญเติบโตต่อไปอีกก็ได้ ที่ส่วนปลายของลำลูกกล้วยอาจมีใบเพียงใบเดียวหรืออาจจะมีหลาย ๆ ใบออกจากข้อ ข้อละใบก็ได้ แต่เมื่อลำลูกกล้วยเจริญจนกระทั่งแผ่ขยายเต็มที่ หรือออกดอกแล้วก็จะไม่เจริญเติบโตต่อไปอีก เหง้าก็จะสร่างหน่อใหม่เกิดก้านใบใหม่ขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เราเรียกกล้วยไม้ที่มีลำต้นลักษณะเช่นนี้ว่ากล้วยไม้ที่มีการเจริญเติบโตแบบฐานร่วม (sympodial) เหง้าของกล้วยไม้บางชนิดมีปล้องยาว ทำให้ลำลูกกล้วยอยู่ห่างกัน แต่บางชนิดมีปล้องสั้นทำให้ลำลูกกล้วยอยู่ชิดกัน ลำลูกกล้วยของกล้วยไม้แต่ละชนิดอาจมีรูปร่าง ลักษณะ และขนาดแตกต่างกัน นอกจากลำต้นของกล้วยไม้บางชนิดที่เปลี่ยนรูปจากลำต้นปกติเป็นเหง้าแล้ว ยังมีลำต้นของกล้วยไม้ ที่เปลี่ยนรูปเป็นหัวอยู่ในดิน ได้แก่ กล้วยไม้ดินบางชนิด
2) ใบ
ใบทำหน้าที่ปรุงอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) และทำหน้าที่คายน้ำออกทางปากใบ (stomata) เพื่อช่วยให้รากสามารถดูดน้ำและแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าสู่ต้นกล้วยไม้ เป็นการแทนที่น้ำที่คายออกเช่นเดียวกับพืชทั่วไป
(1) รูปร่าง ใบกล้วยไม้มีรูปร่าง ลักษณะ ขนาด สี และการทรงตัวตามธรรมชาติแตกต่างกันไปตามสกุลหรือชนิดของกล้วยไม้นั้นรูปร่างลักษณะใบกล้วยไม้ มีทั้งลักษณะใบแบน เช่น กล้วยไม้สกุลช้าง ใบรูปทรงกระบอกเช่น เอื้องโมกข์ และใบเป็นร่องรูปตัววี เช่น กล้วยไม้สกุลเข็มกล้วยไม้ทั่วไปมีใบหนาและอวบน้ำ แต่บางชนิดมีใบแบบบาง เช่น กล้วยไม้ดินบางชนิด หรือใบเป็นจีบ หรือใบเป็นจีบ เช่น เอื้องพร้าว (Phaius grandifolius)กล้วยไม้บางชนิดมีใบป้อมสั้น เช่น กล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตาบางพันธุ์ และกล้วยไม้บางชนิดก็มีใบยาวเรียวเช่น กล้วยไม้สกุลชิมบิเดียม หรือสกุลกาเรการ่อน
(2) ขนาด ขนาดของใบกล้วยไม้มีต่าง ๆ กัน ที่มีขนาดเล็กมากประมาณว่าโตกว่าหัวเข็มหมุดเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ใบของกล้วยไม้พญาไร้ใบ (Anoectochilus siamensis)
(3) สี สีของใบกล้วยไม้ส่วนใหญ่จะเป็นสีเขียว บางชนิดเป็นสีม่วงคล้ำ บางชนิดก็มีลวดลายสวยงาม เช่น กล้วยไม้ที่มีชื่อว่าว่านร่อนทอง (Anoectochilus sismensis)
(4) การทรงตัวตามธรรมชาติ กล้วยไม้บางชนิดมีใบตั้งขึ้น เช่น กล้วยไม้สกุลคัทลียา บางชนิดมีปลายใบโค้งลงเช่น กล้วยไม้สกุลแวนดา และบางชนิดมีใบห้อยลงมาข้างล่าง เช่น เอื้องหนวดพราหมณ์ (Seidenfadenia mitrata)
(5) ก้านใบ ใบกล้วยไม้ส่วนมากจะไม่มีส่วนที่เป็นก้านใบปรากฏให้เห็นชัดเจน เส้นใบจะขนานกันไปตามความยาวของใบ ซึ่งเป็นลักษณะของพืชจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยว เส้นใบเหล่านี้อาจจะเห็นได้ชัดเจนในใบกล้วยไม้บางชนิด แต่ใบกล้วยไม้บางชนิดก็เห็นเส้นใบไม่ชัดเจน
(6) กาบใบ คือ ส่วนที่เป็นแผ่นบาง ๆ เชื่อมติดต่อระหว่างโคนใบกับข้อของลำต้น ทำหน้าที่คล้ายกับก้านใบ กล้วยไม้ประเภทฐานร่วมบางสกุล เช่น สกุลคัทลียาไม่มีกาบใบ
3) ราก
ทำหน้าที่ดูดน้ำ แต่ธาตุต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำเข้าไปในต้นและทำหน้าที่เกาะยึดเพื่อให้ต้นกล้วยไม้ทรงตัวอยู่ได้ ระบบรากของกล้วยไม้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
(1) รากดิน เกิดจากหัวอยู่ใต้ดิน รากเหล่านี้จะอยู่ในดินโดยตลอด ตัวรากมีน้ำมาก ได้แก่ รากของกล้วยไม้ดินชนิดต่าง ๆ
(2) รากกึ่งดิน รากประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับใบไม้ผุ ซึ่งมีสัณฐานร่วนและโปร่งกว่าดินธรรมดา รากมิได้เจาะลึกลงไปในดินโดยตรง ตัวรากอวบน้ำ ได้แก่ รากของกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี
(3) รากกึ่งอากาศ เป็นรากที่มีขอนาดค่อนข้างเล็ก มีแขนงรากหนาแน่น รากส่วนใหญ่จะชอนไชอยู่ในเครื่องปลูกหรือในซอกเปลือกไม้ที่กล้วยไม้นั้นเกาะอาศัยอยู่ มีเพียงส่วนน้อยที่โผล่ยื่นออกมารับอากาศและแสงสว่างกล้วยไม้ที่มีระบบรากประเภทนี้ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลคัทลียา สกุลหวาย เป็นต้น
(4) รากอากาศ รากประเภทนี้มีขนาดใหญ่ แขนงรากใหญ่ เป็นรากอากาศแท้ มีรากบางส่วนที่ยึดเกาะอยู่กับเครื่องปลูกหรือต้นไม้ แต่อีกบางส่วนจะงอกยื่นออกไปในอากาศ ปลายรากสด ๆ จะพบว่ามีสีเขียว ซึ่งแสดงว่ารากประเภทนี้สามารถปรุงอาหารด้วยวิธีสังเคราะห์ด้วยแสงได้ กล้วยไม้ที่มีระบบรากเป็นรากอากาศ ได้แก่ กล้วยไม้สกุลแวนดาสกุลช้าง สกุลกุหลาบ เป็นต้น
4) ช่อดอก (inflorescence)
กล้วยไม้มีช่อดอกที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็นช่อดอกที่มีดอกเพียงดอกเดียว หรือหลายดอก ลักษณะของช่อดอกอาจเป็นช่อที่ไม่แตกแขนงหรือแตกแขนงออกไป
(1) ส่วนประกอบของช่อดอก ที่สำคัญมีดังนี้- ดอก- ก้านดอก (pedicel) คือ ก้านที่มีดอกเพียงดอกเดียว- ก้านช่อ (scape หรือ peduncle) คือ ส่วนของก้านที่อยู่ใต้ดอกล่างสุดลงมาถึงโคนก้านที่อยู่ติดกับลำต้นหรือ ลำลูกกล้วย ก้านช่อของกล้วยไม้มีขนาดทั้งสั้นและยาว
(2) ลักษณะการทรงตัวตามธรรมชาติของช่อดอกกล้วยไม้ มี 4 แบบ คือ- แบบตั้งตรง เช่น กล้วยไม้เข็มแสด (Ascocentrum miniatum)- แบบตั้งโค้ง เช่น กล้วยไม้สกุลหวายบางชนิด- แบบค่อนข้างนอนขนานกับพื้น เช่น กล้วยไม้ลิ้นกระบือ (Vandopsis parishii)- แบบห้อยลง เช่น กล้วยไม้ไอเรศ (Rhynchostylis retusa)
5) ดอก
ดอกมีหน้าที่ในการสืบพันธุ์ดอกกล้วยไม้เป็นดอกที่สมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกันดอกกล้วยไม้มีส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญดังต่อไปนี้
(1) กลีบดอก กล้วยไม้มีกลีบดอกอยู่ 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น กลีบชั้นนอกเรียกว่ากลีบนอก (sepais) มี 3 กลีบ กลีบชั้นในเรียกว่ากลีบใน (petais) มี 3 กลีบ กลีบนอก 1 กลีบซึ่งอยู่ด้านบนของดอกมีลักษณะค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากกลีบนอกอีก 2 กลีบ เราเรียกกลีบนอกที่อยู่ด้านบนนั้นว่า "กลีบนอกบน" (dorsal sepal) และกลีบนอก 2 กลีบซึ่งมีลักษณะคล้ายกันอยู่ค่อนลงมาทางส่วนล่างของดอกข้างละกลีบ เรียกว่า "กลีบนอกคู่ล่าง" (lateral sepal) ส่วนโคนของกลีบนอกคู่ล่างเชื่อมติดกันตรงหลังของฐานเส้าเกสร ในกล้วยไม้บางสกุล เช่น สกุลหวาย ส่วนที่เชื่อมติดกันนี้จะยื่นออกไปทางด้านหลังของดอก มีลักษณะคล้ายเดือย จึงเรียกว่า "เดือยดอก" (mintum) สำหรับกลีบใน 3 กลีบนั้น จะมีอยู่ 2 กลีบที่มีลักษณะเหมือนกัน อยู่ทางด้านบนของดอก ข้างละกลีบ ส่วนอีก1 กลีบซึ่งอยู่ด้านล่างของดอกจะมีรูปร่าง ลักษณะ สี และขนาดผิดแปลกออกไปจากกลีบใน 2 กลีบดังกล่าวแล้วอย่างมากมาย เราเรียกชื่อกลีบในกลีบนั้นว่า "ปาก" หรือ "กระเป๋า" (lip หรือ labellum)กลีบนอก กลีบในและกระเป๋าของกล้วยไม้แต่ละชนิดจะมีรูปร่างลักษณะและสีผิดแผกแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง
(2) เส้าเกสร (column) เส้าเกสรเป็นส่วนหนึ่งของดอกกล้วยไม้ซึ่งในดอกไม้ชนิดอื่นไม่มี เส้าเกสรเกิดจากการรวมตัวของก้านเกสรตัวผู้ (filament) กับก้านของยอดเกสรตัวเมีย (style) เป็นก้านเดียวกัน มีลักษณะเป็นเดือยยื่นออกมาจากกลางดอก โคนของเส้าเกสรจะติดต่อกับก้านดอก ซึ่งก้านดอกนี้คือที่ตั้งของรังไข่ (ovary)ขนาดของเส้าเกสรมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของกล้วยไม้ปลายของเส้าเกสรมีลักษณะเป็นจงอย มีอับเกสรตัวผู้หรืออับเรณู (anther) อยู่ข้างบน ใต้จงอยจะมีแอ่งอยู่ทางด้านหน้าของเส้าเกสรแอ่งนี้คือยอด เกสรตัวเมียซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำเมือกเหนียวสำหรับรับรองการผสมพันธุ์จากเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมีย เรียกว่า "โรสเทลลัม"(rostellnm)
(3) เกสรตัวผู้ ประกอบด้วยอับเรณู ซึ่งภายในอับเรณูจะมีละอองเกสรตัวผู้ หรือเรียกว่า "เรณู" (pollen) จับตัวรวมกันอยู่ กล้วยไม้ส่วนใหญ่เรณูจะรวมตัวเป็นก้อนแข็ง เช่น กล้วยไม้สกุลแวนดา สกุลช้าง เป็นต้น แต่กล้วยไม้บางชนิดเรณูจะรวมกลุ่มติดกันมีสภาพคล้ายขี้ผึ้งอ่อน ๆ ไม่เป็นก้อนแข็ง ได้แก่ กล้วยไม้สกุลรองเท้านารี เรณูของกล้วยไม้ที่รวมกลุ่มกันเป็นก้อนแข็งหรือเป็นกลุ่มคลายขี้ผึ้งอ่อน ๆ เราเรียกว่า "กลุ่มเรณู" (pollinia)กลุ่มเรณูของกล้วยไม้บางชนิดจะมีฝาครอบเพื่อป้องกันอันตราย เราเรียกฝาครอบนั้นว่า "ฝาอับเรณู" (anther cap หรือ operculum)
(4) ก้านดอก เป็นส่วนที่ติดอยู่กับโคนกลีบดอก และเชื่อมต่อกับโคนเส้าเกสร ส่วนของก้านดอกที่อยู่ใกล้กับโคนกลีบดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกส่วนที่อยู่ถัดไป ส่วนของก้านดอกที่ใหญ่กว่านั้นเป็นที่อยู่ของรังไข่ภายในรังไข่จะมีไข่ (ovule) เป็นเม็ดเล็ก ๆ มากมาย เมื่อไข่เหล่านี้ได้รับการผสมพันธุ์จะเจริญเติบโตเป็นเมล็ด

ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้

ลักษณะทั่วไปของกล้วยไม้
ชื่อกล้วยไม้
การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้นั้นพิถีพิถันในเรื่องชื่อของกล้วยไม้แต่ละต้นเป็นพิเศษ ซึ่งต่างไปจากการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ นอกจากจะรู้จักชื่อแล้วยังต้องค้นหากันต่อไปว่าเป็นชนิดแท้หรือลูกผสมถ้าเป็นลูกผสมยังต้องสืบเสาะต่อไปว่าอะไรผสมกันกับอะไร เช่นสมมุติว่ามีกล้วยไม้ต้นหนึ่งชื่อแวนดารอธไชล์เดียนา(VandaRothschildiana)ซึ่งเป็นลูกผสมดอกสีฟ้าก็ต้องทราบต่อไปว่าเป็นลูกผสมระหว่างแวนดาแซนเดอรานากับฟ้ามุ่ย บางทีรู้เท่านี้ยังไม่พอ ต้องสืบเสาะต่อไปอีกว่า ฟ้ามุ่ยที่เอามาผสมเป็นฟ้ามุ่ยต้นไหน แซนเดอรานาก็เหมือนกันต้องสืบให้รู้ ทั้งนี้เพราะกล้วยไม้ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ถึงแม้จะเป็นกล้วยไม้ชนิดเดียวกันก็มิใช่ว่าจะให้ลูกที่มีคุณลักษณะดีเหมือนกันได้ จึงต้องสืบประวัติอย่างละเอียด จากความพิถีพิถันดังกล่าวมานี้ทำให้ผู้ริเริ่มเล่นกล้วยไม้ใหม่ ๆ ชักท้อใจ ด้วยจดจำชื่อของกล้วยไม้ไม่ไหว บางท่านคงนึกประหลาดใจว่า ทำไม่คนที่เล่นกล้วยไม้มานาน ๆ จึงจดจำได้เก่งเรื่องนี้ไม่ใช ่เรื่องแปลกแต่อย่างใดอาศัยความคุ้นเคย ความใกล้ชิดผ่านหูผ่านตาบ่อย ๆ ก็จำได้เองยิ่งมีหลักในการจำแนกกล้วยไม้อยู่ในสมองด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้จดจำง่ายขึ้น และเลือกจดจำประเภทหรือสกุลที่ตนสนใจเท่านั้น การจำแนกกล้วยไม้นั้นเตาจำแนกได้หลายวิธี เช่น จำแนกตามรูปทรง ตามอุณหภูมิที่ต้องการ ตามความนิยมของผู้ปลูกเลี้ยงและตามหลักวิชาทางพฤกษศาสตร์ เป็นต้นในที่นี้จะกล่าวเฉพาะการจำแนกประการหลังซึ่งจะเป็นหลักในการจดจำชื่อเสียง และสามารถเขียนอ่านได้ถูกต้อง พืชมีการจำแนกเป็นชั้นต่ำ ชั้นสูง คือเริ่มจากพืชเซลล์เดียวขึ้นมาเป็นพืชหลายเซลล์ แต่ไม่แตกเป็นรากเป็นลำต้น เป็นใบ เช่น พวกเชื้อราต่าง ๆ สูงขึ้นมามี ราก ลำต้น ใบครบ แต่ไม่มีดอก เช่น พวกมอสและเฟิน สูงสุดคือ พวกพืชมีดอก เช่น ข้าว พริกมะเขือเป็นต้น ในพวกพืชมีดอกก็แบ่งย่อยออกเป็น 2 พวก คือ พวกมีใบเลี้ยงคู่ เช่น ถั่ว มะม่วง พุทรา ผักกาดพวกมีใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าวหญ้า กล้วย ขิง ข่า ตะไคร้ และกล้วยไม้ การจัดแบ่งนี้ยึดถือหลักการที่ว่าพวกมีลักษณะใกล้เคียงกันก็รวมไว้ในพวกเดียวกัน ถ้ามีลักษณะผิดแผกออกไปก็แยกไว้อีกพวกหนึ่ง สำหรับพืชมีดอกนั้นยึดถือดอกเป็นลักษณะสำคัญในการจัดแบ่ง ถ้าจะเปรียบเทียบการจำแนกพืชกับสิ่งอื่นแล้ว ก็ขอเทียบกับการจัดแบ่งการปกครองของประเทศไทย การจัดแบ่งทั้งสองแบบที่นำมาเปรียบเทียบกันนี้ ถือความใกล้ชิดกันเป็นหลักต่างกันที่ว่าการจัดแบ่งการปกครองใช้ความใกล้ชิดเรื่องที่ตั้ง คือ หลาย ๆ หมู่บ้านอยู่ใกล้กันก็รวมเป็น 1 ตำบล หลาย ๆ ตำบลอยู่ใกล้กันก็รวมเป็น 1 อำเภอ ฯลฯ ส่วนสิ่งมีชีวิตอาศัยความใกล้ชิดกันในเรื่องรูปร่างลักษณะ คือ หลาย ๆ ชนิดที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกันที่รวมไว้ในสกุลเดียวกัน หลาย ๆ สกุลที่คล้ายกันก็รวมไว้ในวงศ์เดียวกัน กล้วยไม้ทั้งหมดในโลกนี้จัดรวมไว้ในกระกูลเดียวกัน คือ ตระกูลกล้วยไม้ หรือนิยมเรียกกันว่าวงศ์กล้วยไม้(Family Orchidaceae)พืชในวงศ์กล้วยไม้ทั้งหมดจำแนกออกได้ประมาณ 650 สกุล แต่มีที่มนุษย์สนใจนำมาปลูกเลี้ยงแลผสมพันธุ์ผลิตลูกผสม 170 สกุลเท่านั้น ในจำนวนนี้มีการนำมาผสมข้ามสกุลกันประมาณ 150 สกุล มีสกุลใหม่ที่เกิดจากการผสมข้ามสกุลประมาณ 550 สกุล

มหัศจรรย์กล้วยไม้งาม


เหนื่อยนัก หลบพักสายตากับกล้วยไม้สวยๆ และสนุกไปกับการศึกษาเรียนรู้เทคนิควิธีการปลูกและการดูแลกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ จนสามารถออกดอกให้เราได้เชยชม